http://www.aorchid.com
       สร้างเว็บไซต์Engine by iGetWeb.com 
 หน้าแรก  กระดานสนทนา  บทความ  รายการสินค้า  รูปภาพกล้วยไม้ ประกาศซื้อขาย  การติดต่อสั่งซื้อ
ค้นหา  ประเภทการค้นหา   Cart รายการสั่งซื้อ (0) 
สถิติ
เปิดเว็บไซต์ 08/05/2008
ปรับปรุง 05/06/2017
สถิติผู้เข้าชม2,105,249
Page Views3,105,961
สินค้าทั้งหมด 12
Menu
หน้าแรก
บทความ
เว็บบอร์ด
รวมรูปภาพ
การสั่งซื้อและชำระเงิน
ติดต่อเรา
โรคกล้วยไม้
แมลงและศัตรูกล้วยไม้
  มด
ปุ๋ยยา
ข้อมูลสารเคมีกำจัดโรคพืช
ข้อมูลสารเคมีกำจัดศัตรูพืช
ข้อมูลสารเคมีกำจัดวัชพืช
เกร็ดความรู้
ข้อมูลกล้วยไม้
การขยายพันธุ์กล้วยไม้
« June 2017»
SMTWTFS
    123
45678910
11121314151617
18192021222324
252627282930 
เชคสถานะพัสดุ
 

โรคเน่าดำหรือโรคเน่าเข้าไส้(Black rot or Phytophthora rot)

โรคเน่าดำหรือโรคเน่าเข้าไส้(Black rot or Phytophthora rot)

เชื้อสาเหตุ        เกิดจากเชื้อรา Phytophthora palmivora Butl.

ลักษณะอาการ

 

ราก     เป็นแผลสีดำ เน่า แห้ง ยุบตัวลง หรือรากเน่าแห้งแฟบ ต่อมาเชื้อจะลุกลามเข้าไปในลำต้น
ลำต้น     เชื้อราจะเข้าทางยอดหรือโคนต้น ใบจะเหลืองหรือเน่าดำหลุดร่วงจากต้นได้ง่าย ถ้าเชื้อเข้าทางยอดจะทำให้ยอดเน่า เมื่อใช้มือดึงยอดจะหลุดติดมือขึ้นมา ถ้าเชื้อเข้าทางโคนต้น ใบจะเหลืองร่วงจากโคนต้นขึ้นไปหาส่วนยอดเรื่อยๆ บางครั้งเกษตรกรเรียกว่า "โรคแก้ผ้า"

 

 

ใบ     เริ่มแรกเป็นจุดใส ชุ่มน้ำ สีเหลือง ต่อมาจะเปลี่ยนเป็นสีน้ำตาล และเป็นสีดำในที่สุด แผลจะขยายใหญ่ลุกลามอย่างรวดเร็ว ในสภาพที่มีความชื้นสูง เชื้อราจะสร้างเส้นใยสีขาวใสละเอียดบนแผลเน่าดำ สังเกตเห็นได้ชัดเจนตอนเช้ามืดก่อนที่แสงแดดจัด

 

ดอก     เป็นจุดแผลสีน้ำตาลบนกลีบดอก และอาจมีสีเหลืองล้อมรอบแผล ถ้าเป็นกับดอกตูมขนาดเล็ก ดอกจะเน่าและหลุดจากก้านช่อ
ก้านช่อดอก     จะเห็นแผลเน่าดำที่ก้านช่อดอก เชื้อจะลุกลาม และก้านช่อดอกจะหักพับในที่สุด

 
 
 
 
การแพร่ระบาด
   
                
เชื้อสามารถแพร่ระบาดจากต้นหนึ่งไปยังอีกต้นหนึ่งได้ง่ายและรวดเร็ว โดยเฉพาะในฤดูฝน ซึ่งอากาศมีความชื้นสูงมาก สปอร์ของเชื้อราจะกระเด็นไปกับน้ำฝนหรือระหว่างการรดน้ำกล้วยไม้

การป้องกันและกำจัด
                1. ปรับสภาพโรงเรือนให้โปร่ง และอย่าปลูกกล้วยไม้แน่นเกินไป
   
                 2. ถ้าพบโรคนี้ในระยะลูกไม้ ให้แยกกระถางที่เป็นโรคออกเสีย แล้วนำไปเผาทำลาย ถ้าเป็นกับกล้วยไม้ที่ต้นโตแล้ว ควรตัดส่วนที่เป็นโรคออกเสียจนถึงเนื้อดี แล้วใช้สารเคมีป้องกันและกำจัดโรค ป้ายบริเวณที่เป็นแผล
   
                 3. ไม่ควรให้น้ำกล้วยไม้ตอนเย็นใกล้ค่ำ โดยเฉพาะช่วงฤดูหนาว เพราะจะทำให้เกิดสภาพอากาศเย็นความชื้นสูง ซึ่งเหมาะกับการเจริญเติบโตของเชื้อ ทำให้โรคระบาดอย่างรุนแรงได้ง่ายขึ้น
   
                 4. ควรทำหลังคาพลาสติกสำหรับลูกกล้วยไม้ เพื่อป้องกันการระบาดของโรคในช่วงฤดูฝน
   
                 5. ไม่ควรขยายพันธุ์จากต้นที่เป็นโรค และควรเผาทำลายต้นที่เป็นโรคเพื่อตัดวงจรของเชื้อสาเหตุ
   
                 6. ในสภาพดินเหนียว น้ำขัง เชื้อจะระบาดได้ดีเป็นพิเศษ ดังนั้น จึงควรช่วยระบายน้ำในแปลงปลูก โดยการรองพื้นด้วยขี้เถ้าแกลบก่อนปูด้วยกาบมะพร้าว ขี้เถ้าแกลบมีความเป็นด่าง ซึ่งจะช่วยป้องกันไม่ให้เกิดโรคในระยะแรกอีกด้วย
   
                 7. ใช้สารเคมีป้องกันและกำจัดโรค ได้แก่
               - ฟอสฟอรัส แอซิด อัตรา 30 ซีซี ต่อน้ำ 20 ลิตร พ่นในช่วงแดดไม่จัด สารนี้ใช้ได้ดีในแง่ของการป้องกัน
               - อีทริไดอะโซล ใช้ได้ดีสำหรับการป้องกัน แต่ควรระวัง คือ ไม่ควรใช้ผสมกับปุ๋ยและสารเคมีอื่นๆทุกชนิด
              - เมธาแลคซิล 35 % WP อัตรา 7 กรัม ต่อน้ำ 20 ลิตร หรือเมธาแลคซิล 25 % WP อัตรา 40 กรัม ต่อน้ำ 20 ลิตร ใช้ได้ผลดีในการกำจัด แต่ไม่ควรใช้ติดต่อกันเกิน 3 ครั้ง เพราะเชื้ออาจเกิดการดื้อยาเร็ว จึงควรพ่นสลับกับสารเคมีชนิดอื่น เช่น แคปแทน หรือแมนโคเซบ เป็นต้น นอกจากนี้ ข้อควรระวังในการใช้สารเคมีชนิดนี้ คือ ถ้าใช้ในอัตราที่เข้มข้นมากๆ และพ่นถี่มากเกินไป กล้วยไม้จะมีอาการต้นแคระแกรน รากกุด ข้อถี่ ช่อดอกสั้นผิดปกติ
                - โฟซีทิล-อลูมิเนียม ใช้อัตรา 25-50 กรัม ต่อน้ำ 20 ลิตร ถ้าป้องกันโรคใช้ในอัตราที่ต่ำ ถ้ากำจัดโรคใช้ในอัตราที่สูง สารนี้เป็นสารดูดซึม ถ้าใช้เพื่อป้องกันโรค ให้ใช้พ่นเพียงเดือนละ 1-2 ครั้งเท่านั้น และไม่ควรผสมกับปุ๋ยใดๆ ควรพ่นสลับกับสารเคมีชนิดอื่น เช่น ใช้เมธาแลคซิล สลับกับแมนโคเซบ เพื่อป้องกันเชื้อดื้อยา หรือใช้สารที่ผสมมาให้เรียบร้อยแล้ว จะทำให้การป้องกันและกำจัดได้ผลดียิ่งขึ้น

ความคิดเห็น

  1. 1
    sichang
    sichang sichang124@hotmail.com 16/09/2008 12:49
    ได้การแล้ว ขอบคุณหลายๆ {icon1}
  2. 2
    AAA
    AAA exoticsshop@hotmail.com 17/09/2008 22:37
    ในกรณีที่พ่นไปเท่าไหร่ก็ไม่หายสักทีให้ลดปุ๋ยสูตรเสมอใช้สูตรที่มีไนโตรเจนน้อยๆพ่นแทนนะครับ

    เช่น 6-32-32 4-41-27 เป็นต้น
  3. 3
    yyyy
    yyyy yad2008@hotmail.com 20/05/2009 23:31
    ควรตัดเอาใบหรือยอดที่เป็นจุดด่างดำทิ้งแล้วทาด้วยปูนแดงก็ เป็น อันเสร็จ รับรองเชื้อราไม่มาอีกแน่
  4. 4
    sansani
    sansani 04/11/2010 20:33
    ขอบคุณค่ะ

แสดงความคิดเห็น

* *

 

*

 
จดหมายข่าว
กรอก Email เพื่อรับข่าวสาร

orchidsiam.com
TJorchid Readyorchid PBOrchid jimorchid Babyinloveorchid Zeeorchid4u
By เอออร์คิดส์ .  
Copyright 2005-2017 All rights reserved.
view